Showing posts with label พรรษาแรก. Show all posts
Showing posts with label พรรษาแรก. Show all posts

Wednesday, February 25, 2015

เส้นทางบิณฑ (บาตร) ... ตอนที่ 1



เส้นทางบิณฑ (บาตร) ... ตอนที่ 1
ในทุกๆปักษ์หรือทุกๆ15 วัน จะมีการสลับปรับเปลี่ยนสายบิณฑบาตร แน่นอนว่า เหล่าพระใหม่ได้สะสมชั่วโมงบิณฑ์มามากพอสมควรแล้ว พร้อมที่จะเดินทางไปยังเส้นทางใหม่ๆกันแล้ว เช้าวันนี้เหล่าพระภิกษุโดยเฉพาะภิกษุใหม่ต่างพากันมุงดูตารางจัดสายบิณฑบาตรกันอย่างตื่นเต้น จะว่าไปแล้วการเปลี่ยนสายบิณฑบาตรในแต่ละครั้งเปรียบเสมือนการเดินทางในที่แห่งใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ ซึ่งตลอด 1 พรรษาที่ผ่านมา เรามีโอกาสเดินบิณฑบาตรได้เกือบครบทุกสาย ซึ่งแต่ละเส้นทางนั้นให้ความรู้สึก และประสบการณ์แตกต่างกันไป

เส้นทางวิบาก - มาบจันทร์ใน-ใกล้
หินและก้อนกรวดที่ว่าแหลมคมของถนนลาดยางดูจะเป็นของธรรมดาไปเลยสำหรับสายบิณฑบาตรนี้ เริ่มต้นจากวัดมาบจันทร์ เดินไปเรื่อยๆจนถึงแยกหน้าวัด จากนั้นเลี้ยวขวา เดินต่อไปซักพักจะพบซอยเล็กๆเป็นถนนลูกรัง และนี่คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางวิบากด่านแรก แวะบ้านโยมหลังที่1 จากนั้นลัดเลาะไปตามดงหญ้า ตะลุยไปกลางสวน นอกจากจะพบกับความแหลมคมของใบหญ้า หรือหนามของต้นไมยราบแล้ว แต่อุปสรรคอีกอย่างหนึ่งคือสัตว์ตัวเล็กๆ ทั้งมด แมงมุม แมงป่อง ไส้เดือน รวมไปถึงสุนัข โดยเฉพาะตัวที่อยู่บ้านกลางสวนด้วยแล้ว ทั้งเห่า ทั้งขู่ วิ่งไล่สารพัด เราเป็นพระก็ได้แต่สำรวม ทำได้มาสุดก็แค่หาไม้มาขู่ แล้วเดินต่อไปให้พ้นอาณาเขตของมัน และนี่คือครึ่งทางแรกของเรา หลุดจากสวนผลไม้เปลี่ยนมาเป็นทางลูกรัง แต่ทางนี้จะหลักไปทางทรายมากกว่า เวลาเดินจึงรู้สึกนุ่มนิ่มสบายเท้า คล้ายกับเดินบนชายหาด แต่ในทรายอันละเอียดนั้นก็แฝงไปด้วยอันตรายจาก มดคันไฟ ตัวจิ๋ว โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกที่ถนนทรายอันแสนนุ่มสบาย จะแปรเปลี่ยนเป็นถนนโคลนแสนลำบาก จะมีแต่เนินหิน เนินทรายบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นรังมดคันไฟ โอ้ไม่นะ อย่าได้พลาดเชียว สุดจากถนนทรายที่ชายป่าสวนยาง ขึ้นมาบนถนนลาดยางที่เท้าคุ้นชิน เดินไปจนสุดทางตัดกับถนนใหญ่เป็นสามแยก พบบ้านโยมเป็นห้องแถว จากนั้นเป็นขากลับแวะบ้านโยมอีกหลัง ที่มีหมาพิการตัวหนึ่ง โยมคนนี้จะทำอาหารเองทุกเช้า โดยจะทำ   ณ ขณะนั้น เพื่อให้อาหารที่จะถวายนั้นสดใหม่เสมอ เรากลับเส้นทางเดิม แวะบ้านโยมเป็นระยะอีกประมาณ 2-3 หลัง กลับมายังจุดเริ่มต้น คือวัดมาบจันทร์ รอเวลาพิจารณาอาหารต่อไป

เส้นทางไกล - เขาตะแครง
จัดว่าเป็นเส้นทางที่ทั้งวิบากและไกลที่สุด เพราะสามารถลัดไปได้โดยใช้เส้นทางมาบจันทร์ใน-ใกล้ ตามที่เคยเขียนไว้ และถือว่าเป็นทางเดินเท้าที่ไกลที่สุดคือเมื่อพบสามแยกแล้ว เลี้ยวซ้ายเดินต่อไปอีกสักระยะ แล้วเลี้ยวขวาเข้าซอยเล็กๆเดินต่อไปเรื่อยๆ ผ่านป่ายาง บึงน้ำ พร้อมกับเส้นทางที่เริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ จนพบบ้านโยมหลังแรก แล้ววกกลับ โดยรวมมีบ้านที่ใส่บาตรประมาณ 4-5 หลัง

เส้นทางวัดใจ บ้านเพ
          การบิณฑบาตรสายนี้จะว่าสบายก็ไม่ใช่ ลำบากก็ไม่เชิง ที่ว่าสบายเพราะว่ามีโอกาสได้นั่งรถตู้ไปเปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอก เช่น ตลาดบ้านเพ ที่ว่าลำบากก็คือจำเป็นต้องมีทักษะในการบิณฑบาตรสูง หรือจะเรียกว่ามีชั่วโมงบิณฑ์สูงแล้ว เพราะเป็นเขตชุมชนมีญาติโยมมารอใส่บาตรเยอะ จำเป็นต้องเดินโปรดโยมอย่างรวดเร็วเพื่อทำเวลาให้ทันก่อนที่รถตู้จะวนมารับ ด้วยเหตุนี้เองพระที่จะมาบิณฑบาตรสายนี้ได้จะต้องมีทักษะในรับบาตรพอสมควรเพื่อให้ทันใจ และไม่ทำอะไรขายหน้า เช่น ฝาบาตรหล่น บาตรหลุดมือ ต่อหน้าญาติโยม อีกทั้งยังมีสิ่งเร้ามากมายไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอาหารยั่วยวน ภาพหวือหวาในหนังสือพิมพ์ รายการข่าวในโทรทัศน์ หรือแม้กระทั้งโยมที่แต่งตัวสบายๆในชุดนอน สิ่งเหล่านี้ยั่วยุกิเลสได้ง่าย ถ้าจิตไม่แข็งจริงอาจทำให้เกิดความคิดเตลิดเปิดโปง ทั้งพาลทำให้อดคิดถึงบ้านเอาได้ง่ายๆ แต่แล้ววันหนึ่งเราก็มีโอกาสบิณฑบาตรสายนี้เป็นครั้งแรก!
          เริ่มต้นที่วัดมาบจันทร์ บิณฑบาตรสายนี้จะไปช้ากว่าสายอื่นสักหน่อยเพราะต้องรอคนขับรถ และพระให้พร้อมและครบก่อน โดยในแต่ละวันจะต้องมีพระอย่างน้อย 6-7 รูป ซึ่งหากไม่พอก็มีบ่อยครั้งที่โยมคนขับรถ(ทิดอี)จำเป็นต้องนิมนต์พระรายทางจากสายอื่นมาร่วมบิณฑบาตรในตลาดบ้านเพ จนจอดแวะรับบาตรบ้านโยมหลังแรกหน้าปากทางเข้าบ้านเพ จากนั้นรถตู้จะจอดให้ลงตรงที่เยื้องกับร้านขายหนังสือพิมพ์ในตลาด  พระท่านจะลงมาทั้งหมดพร้อมทั้งแบ่งสายบิณฑบาตรย่อยอีกเป็น 3 สาย โดยในแต่ละสายจะมีพระ 2-3 รูป แบ่งได้คือ ซ้ายใกล้ – เริ่มจากจุดจอดรถ เดินไปทางซ้าย เดินตรงไปเรื่อยๆ แล้วเลี้ยวขวาที่แยกใหญ่ ตรงนั้นจะเป็นร้านขายของฝากนักท่องเที่ยว สิ้นสุดประมาณร้านของฝากที่อยู่ตรงข้าม 7-11 รอรถตู้มารับก่อนเป็นอันดับแรก // สายกลาง – จากจุดจอดรถเดินไปทางขวา แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยร้านขายหนังสือพิมพ์ เดิมตรงไปในซอยนี้จนสุด แล้วเลี้ยวขวา เดินไปอีกสักระยะหนึ่ง จึงสุดสายบริเวณร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์ // สายขวาไกล – จากจุดจอดรถเดินไปทางขวาเรื่อยๆ ผ่านตลาดสดและร้านขายปลาหมึกที่มีน้ำคาวปลาเจิ่งนองเต็มพื้น หยุดรอโยมใส่บาตรข้างตลาดสดสักครู่ เสร็จแล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงสามแยกใหญ่แล้วเลี้ยวซ้าย แวะรับบาตรหน้าถ่ายรูป จากนั้นตรงไปถึงหัวโค้งแล้ววกกลับ รับบาตรโยม เดินต่อจนถึงสามแยกเดิมแล้วเลี้ยวซ้าย สิ้นสุดที่ร้านทอง รอรถตู้มารับตรงร้านขายประดับยนต์
                  เนื่องจากเป็นเขตชุมชนพลุกพล่าน ญาติโยมที่มาใส่บาตรก็มีทั้งสองฝากถนน อุปสรรค์อีกอย่างหนึ่งคือการเดินข้ามถนนมา ในเขตที่มีรถราวิ่งกันขวักไขว่ นอกจากจะต้องสำรวมท่าทีในการรับบาตรแล้ว ยังต้องมีสติในทุกย่างก้าว เพราะไม่รู้ว่าจะมีรถมาเฉี่ยวตอนไหน ส่วนของที่โยมใส่นั้นส่วนใหญ่ก็เป็นของที่โยมขายในตลาด บ้างก็จัดมาเป็นชุดมีข้าวถุง แกงถุง ขนมห่อ และน้ำแก้วพลาสติกจัดรวมกันมาในถุงพลาสติก พระที่บิณฑบาตรสายนี้ส่วนใหญ่จะเปิดฝาบาตรให้โยมใส่เฉพาะข้าว และหงายฝาบาตรขึ้นเพื่อรับของทั้งถุง แล้วเปลี่ยนมาใช้มือหิ้ว  บ้างก็แบ่งกันให้พระรูปข้างหลังช่วยถือ ภาพที่เห็นคือมือหนึ่งถือบาตร อีกมือหนึ่งหิ้วถุงพะรุงพะรัง และถ้าวันไหนฝนตกต้องกางร่มด้วยแล้วจะยิ่งเพิ่มความทะลักทะเลไปอีก จนมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราไม่สามารถเปิดบาตรได้ทันญาติโยมเพราะยังเก้ๆกังๆกับการถือร่ม ไม่รู้ว่าจะเอามือไหนมาเปิดฝาบาตร จึงจำเป็นต้องช่วยถือถุงแทน แต่ยังดีที่ทุกวันยังมีโยมที่ใจดีปวาณาตัวช่วยถ่ายบาตรเป็นระยะๆ โดยรถตู้ของวัดจะมาตามเก็บอีกทีหนึ่ง
                  จากนั้นเมื่อพระได้ขึ้นรถตู้ครบแล้ว จึงเดินทางกลับ ระหว่างทางจะแวะรับบาตรที่ร้านอาหารปากทางเข้าบ้านเพ และจอดปากทางเข้าวัดมาบจันทร์หน้าบ้านโยมซ่วน โยมคนแรกที่ถวายที่ดินให้กับวัดมาบจันทร์ เสร็จแล้วกลับวัดโดยไม่แวะรับบาตรหน้าวัด ส่วนใหญ่กลับมาถึงวัดเป็นสายสุดท้าย แต่เป็นสายที่มีของเยอะที่สุด และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พระอาจารย์อนันต์ขอให้แบ่งกองของที่ได้เป็น 2 กอง กองหนึ่งเป็นของที่ได้จากการบิณฑบาตรยกเว้นสายบ้านเพ อีกกองหนึ่งเป็นกองของบ้านเพและของโยมที่มาถวายที่วัด เพื่อให้พระ เณร ได้ระลึกถึงวันแรกๆของการก่อตั้งวัดว่าปริมาณอาหารนั้นมีมากน้อยเพียงใด เพราะในระยะแรกวัดนั้นยังไม่มีรถรับพระ เณร ไปบิณฑบาตรในตลาด เมื่อในปัจจุบันวัดเราก็พัฒนาไปมาก มีรถพาไปตลาด ถนนหนทางดีมีญาติ โยมมาถวายของเยอะกว่าเมื่อก่อน อันนี้เราต้องเก็บเอาไปพิจารณาให้รู้จักการพอประมาณในการบริโภค หรือฉันตามมีตามได้ หรือถ้าอยากลองลดกิเลสลองซักวันนึงไม่พิจารณาอาหารพิเศษที่ญาติโยมมาถวาย หรือถ้าอันไหนเราไม่ชอบก็ตักมันเยอะๆ อันไหนเราไม่ชอบให้ตักมันน้อยๆ ท่านพยายามทำให้เห็นว่า แม้แต่การฉันก็เป็นการภาวนา ทำให้เกิดปัญญาได้



ตอนต่อไปพบกับ........
เส้นทางอุ่นใจ – บ้านป่าสัก
เส้นทางแห่งการรอคอย – บ้านผู้ใหญ่อ้อย และโยมจินดา
เส้นทางประจำ – มาบจันทร์ไกลฝั่งขวา และซ้าย
และเส้นทางแห่งแรงศรัทธา –กับคณะสงฆ์วัดผาตากเสื้อ ณ หมู่บ้านอ.สังคม จ.หนองคาย

Sunday, January 18, 2015

ผู้ช่วยในการฝึกจิต!



     เนื่องจากกุฎิหลังแรกดูจะวิบากเกินกำลังอินทรีย์ของเราจนเกินไป จนได้ยินว่ามีเพื่อนพระท่านหนึ่งท่านไม่ได้ย้ายเข้ากุฎิที่ท่านได้รับ เพราะเป็นที่เล่าลือกันว่ากุฎิที่จะย้ายมาอยู่นี้อาจจะมีพลังงานบางอย่างอยู่ แต่เมื่อเทียบกับกุฎิหฤโหดหลังแรกแล้ว กุฎิหลังนี้ยังมีดีอยู่มาก แม้จะเล็กกว่า ส่วนห้องน้ำก็ไม่มีในตัว ต้องเข้าห้องน้ำรวม มีกุฎิเพื่อนพระอยู่ใกล้ๆไม่เห็นจะน่ากลัว มีอุโบสถอยู่ด้านบนถัดไป แน่นอนพระประธานศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่นั้น แต่อาจต้องเดินไกลสักนิดกว่าจะถึงหอฉัน แต่ก็มีสิ่งที่แปลกตาที่สุด ที่มองเห็นได้จากกุฎินั้นก็คือ ต้นตะเคียนผูกผ้า 3 สี พร้อมกับชุดสไบสีเขียว และโต๊ะวางกล่องเครื่องสำอางค์วางไว้ข้างๆกัน ที่ดูแปลกเพราะว่าวัดนี้ไม่เน้นเรื่องเครื่องราง ของขลัง หรือพิธีกราบไหว้สิ่งงมงาย นี่อาจเป็นกุศโลบายเพื่อรักษาต้นตะเคียนนี้ไว้ตอนสร้างโบสถ์ก็เป็นได้ เราจึงไม่ลังเลรีบย้ายข้าวของไปยังกุฎิหลังนี้หลังจากได้รับกุญแจจากพระเพื่อน และแจ้งย้ายกุฎิเรียบร้อยแล้ว โดยเราคิดเพียงว่าเราเป็นพระ พระจะกลัวผีไม่ได้ อะไรกัน! ผีดึงขาไม่มีหรอก



     กุฎินี้เป็นกุฎิเล็กๆขนาดประมาณ 2.4x2.4 สร้างด้วยแผ่นซีเมนต์บอร์ด หน้าต่างบานเกร็ดกระจกทั้ง 3 ด้าน มองเห็นวิวด้านขวา และด้านหลังเป็นป่ารก แต่วิวด้านซ้ายนี่สิมองเห็นกุฎิเพื่อนพระอีกหลัง และต้นตะเคียน ใจก็บอกว่าไม่กลัวหรอก แต่ไม่รู้ทำไมต้องหาผ้ามาแขวนทำเป็นม่านบังตาไว้ ก็กระจกมันใสซะขนาดนั้น ต้องบังไว้เพื่อความเป็นส่วนตัวกันบ้าง จน 1 อาทิตย์ผ่านไป ก็หลับสบายจำวัดได้ปกติดี แม้จะอึดอัดและหนาวบ้างเพราะห้องเล็กและมีหน้าต่างโดยรอบ ในช่วงนี้ได้อ่านหนังสือคู่มือมนุษย์ ของท่านพุทธทาส(ฉบับย่อ) จบเป็นหนแรก แม้จะงงๆบ้างเพราะไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ เช่น ความรู้สึก ปีติ มันเป็นอย่างไรกันแน่ หรือ ลำดับขั้นในการบรรลุนี่ก็พึ่งเคยได้ยินชื่ออย่าง โสดาบัน อนาคามี สกิทาคามี อะไรพวกนี้ จนวันหนึ่งก็ได้ทำวัตรเย็น และนั่งสมาธิที่โบสถ์จนเกิดความสุขอย่างประหลาด มันเกิดขึ้นครั้งแรกแค่แป๊บเดียวเพราะตื่นเต้นมากจนหลุดจากสมาธิ หลังจากนั้นจึงได้อ่านคู่มือมนุษย์อีกรอบจนได้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรมากขึ้น และรู้ว่านี่เป็นเพียงระยะเริ่มต้น กว่าเราจะบรรลุธรรมชั้นสูงนั้นยังอีกไกลแสนไกล และจากคนที่ไม่ค่อยเชื่อของการมีอยู่จริงของการบรรลุ นิพพาน จากการเจริญสติ ภาวนา ก็เชื่อมั่นอย่างสนิทใจว่ามีจริง หรือนี่แหละที่เรียกว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ พระธรรมอันผู้บรรลุจะพึงรู้เฉพาะตัว ที่เคยสวดๆกันประจำ มันเป็นอย่างงี้นี่เอง


     แต่แล้วคืนหนึ่งขณะกำลังเคลิ้มหลับ มีความรู้สึกเหมือนว่ามีใครมาดึงผ้าห่มลงที่ขา เอาแล้วสิ หรือเป็นอย่างที่เค้าเล่าลือกันจริงๆ ในใจคิดว่าไม่มีอะไรมั้ง อาจจะเป็นแค่พัดลม พัดผ้าห่มเท่านั้นมั้ง เลยตั้งสติลุกขึ้นเปิดไฟ แล้วหันพัดลมไปอีกทางไม่ให้โดนตัว เสร็จแล้วปิดไฟล้มตัวนอน ยอมรับว่าจิตใจสั่นๆนิดๆแล้ว หรือจะเป็นอย่างที่เค้าลือกันจริงๆ ไม่สิ! มันเป็นแค่ลมพัด แต่แล้ว.........................................ย้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เราร้องลั่นเลย ไม่รู้ว่ามีใครได้ยินรึเปล่า นี่มันไม่ใช้ลมพัดแล้ว นี่มันอะไรไม่รู้พุ่งเข้ามาที่หน้าอกเนี่ย บรึ๋ยส์................................................. เรารีบลุกขึ้นมาเปิดไฟ แล้วขวานหาหนังสือสวดมนต์ เปิดหาบทแผ่เมตตา สวดอย่างเสียงสั่นๆ ตอนนั้นสับสนมาก งงมาก เพราะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่ยังดีที่ได้อ่านคู่มือมนุษย์ของท่านพุทธทาสแล้ว จึงเข้าใจว่าอาจเป็นเพราะจิตปรุงแต่งไปเอง พอสวดเสร็จปิดไฟ แต่คงไม่หลับหรอก จิตหลอนซะขนาดนี้ เลยนั่งภาวนาต่อ สักพักจนพบกับ............................ภาพดวงตาคมๆของผู้หญิงปรากฎอยู่ตรงหน้าขณะหลับตา มองเห็นลางๆดูเหมือนร่างของเธอนั้นมีสีเขียวโปร่งแสง เราได้แต่ตั้งสติ โดยคิดว่า ถ้ามีก็จะได้รู้ว่ามี ถ้าไม่มีก็จะได้รู้ว่าจิตหลอกเราเอง ในคืนนั้นก็อยู่กับภาพดวงตานั้นสักพักจนหายไป จนได้นอนหลับก็ประมาณตี 2

     ตื่นเช้ามาเราก็ทำตัวปกติ ในสัปดาห์นั้นก็มีบ้างที่เพื่อนพระจะถามว่าเจออะไรมั้ย เราก็ตอบว่า ไม่มีอะไรนี่ ก็ปกติดี แต่หารู้ไหมว่าคืนนั้นเนี่ย หลอนสุดๆ หลอนจนความคิดเกี่ยวกับเรื่องลึกลับของตัวเองเปลี่ยนไปเยอะ แต่ก่อนไม่เชื่อว่ามี แต่ตอนนี้ก็ได้แต่คิดว่า จะมีก็มี จะไม่มีก็ไม่มี เราก็พยายามทำตัวปกติ เว้นแต่ตอนนี้ เวลาเปิดพัดลมก็หันไปไม่ให้โดนตัว กับหาผ้ามาปิดหน้าต่างด้านซ้ายไว้ตลอด พร้อมพกไฟฉายไว้ไกล้ตัวด้วย (ไม่ได้ระแวงนะ แต่ต้องเตรียมพร้อมไว้อยู่เสมอ) และคืนนี้ก็พบกับ เด็กผู้ชายตัวเล็กร่างเขียวโปร่งแสง ดูยิ้มแย้ม แก้มตุ้ยนุ้ย ในใจก็ร้อง โอ้ย! เจออะไรอีกเนี่ย! ก็เลยใช้สูตรเดิมสวดบท แผ่เมตตา แล้วคิดว่า  จะมีก็มี จะไม่มีก็ไม่มี จนจิตสงบ แล้วหลับไป และหลังจากนั้นก็เจอเรื่อยๆ ทั้งผู้หญิงและเด็ก โดยเค้าอาจจะมาค่อยเตือนเราว่าไม่ให้ทำผิด มากระตุ้นเราให้จิตเราตื่นอยู่เสมอ จะถือว่าเป็น ผู้ช่วยในการฝึกจิตที่ดีก็ว่าได้ อย่างคำสอนของท่านอาจารย์ใหญ่ในหนังสืออกิญจโนวาทที่ว่า ความกลัวนี่ ถ้ามีสมาธิก็มีปัญญา ถ้าสมาธิไม่ดีก็เป็นอวิชชา


เขมปญโญ


คำแนะนำในการใส่บาตร ของพระวัดป่า และวัดสาขาหนองป่าพง

คำแนะนำในการใส่บาตร พระวัดป่า และวัดสาขาหนองป่าพง
เอกลักษณ์ของพระกรรมฐาน พระวัดป่าก็คือ.นอกจากการเคร่งครัดในศีล 227 ข้อแล้ว การถือธุดงควัตร หรือข้อปฏิบัติสำหรับการออกธุดงค์ 13 ข้อ ดังนี้
1. ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
2. ถือการนุ่งห่มผ้าสามผืนเป็นวัตร
3. ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร 
4. ถือการบิณฑบาตไปโดยลำดับแถวเป็นวัตร
5. ถือการฉันจังหันมื้อเดียวเป็นวัตร
6. ถือการฉันในภาชนะเดียวคือฉันในบาตรเป็นวัตร 
7. ถือการห้ามภัตตาหารที่เขานำมาถวายภายหลังเป็นวัตร 
8. ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
9. ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร
10. ถือการอยู่อัพโภกาสที่แจ้งเป็นวัตร
11. ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร 
12. ถือการอยู่ในเสนาสนะตามมีตามได้เป็นวัตร
13. ถือเนสัชชิกังคธุดงค์ คือการไม่นอนเป็นวัตร

สำหรับข้อ การฉันภาชนะเดียว นั่นก็คือการใส่ทั้งของหวาน ของคาวทั้งหมดลงในบาตรใบเดียว จึงมีคำแนะนำในการใส่บาตร
 เพื่ออำนวยความสะดวกต่อพระในการพิจารณา และจัดการ ดังนี้
1. ไม่ถวายเนื้อสัตว์ต้องห้ามได้แก่ เนื้อช้าง เนื้องราชสีห์ เนื้อมนุษย์
2. ไม่ถวายของดิบ ปลาดิบ หากเป็นกะปิ หรือปูเค็ม ให้ปิ้ง หรือต้มให้สุกก่อน
3. ไม่ถวายของหมดอายุ หรือใกล้บูดเสีย
4. ไม่ถวายข้าวหมาก หรือเครื่องดื่มที่มีแอกลอฮอล์อ่อนๆ
5. ไม่ถวายเงิน ทอง ของมีค่า
6. เลี่ยงที่จะใส่ของกระป๋องลงในบาตร เพราะอาจทำให้บาตรเสียหาย

เพื่อสะดวกต่อการจัดเก็บ
1. กรณีถวายขนม หรือของแห้ง ไม่ควรแกะแยกออกจากกัน ให้ถวายเป็นลังเลย
2. น้ำดื่ม มีน้ำหนักมาก หากจะถวายให้ถวายเป็นแพ็ค เลี่ยงที่จะใส่ลงในบาตร
3. แบ่งของหวานใส่ภาชนะเล็กๆ
4. ตัดแต่งผลไม้เป็นชิ้นพอดีคำ 
5. มะพร้าว ทุเรียน ขนุน ส้มโอ ควรปอกมาก่อนเพื่อไม่ให้เป็นภาระของโรงครัว

ข้อคำนึงเกี่ยวกับสุขภาพ
1. หลีกเลี่ยงอาหารมัน และรสจัด
2. เน้นข้าวกล้อง ธัญพืชขัดสีน้อย
3. เลี่ยงการถวายน้ำอัดลมหลังเพล
4. หลีกเลี่ยงของหมักดอง หรือสุ่มเสี่ยงต่อการให้เกิดอาการท้องเสีย

อาหารที่สามารถถวายหลัง 12.00 น มีดังนี้
1. น้ำปานะ คือ น้ำผลไม้ที่กรองเน้อออก เช่น น้ำส้ม น้ำแอ๊ปเปิล น้ำทับทิม น้ำสตรอเบอร์รี่ โดยมีข้อสังเกตอยู่ว่าผลไม้นั้นต้องไม่ใหญ่กว่ากำปั้น ดังนั้น น้ำแตงโม น้ำมะพร้าว น้ำสับปะรด ไม่สามารถฉันได้ 
2. เภสัช 5 น้ำอ้อย น้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำมันข้น(ชีส หรือเนยแข็งที่ไม่ผสมนมผง) น้ำมันเหลว(น้ำมันมะกอก, น้ำมันมะพร้าว) รวมถึงDark Chocolate คือ ผงโกโก้ผสมไขมันปาล์ม หรือน้ำตาล โดยไม่มีส่วนผสมของนมผง ทั้งหมดนี้พระท่านจะเก็บไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน
เครื่องดื่มจากผงโกโก้ ผสมน้ำตาลและครีมเทียมสามารถฉันได้ *****ส่วนไมโล โอวัลติน มีส่วนผสมของนมผง แลมอลต์เป็นธัญพืช ไม่สามารถฉันได้
3. โอสถ ได้แก่ มะขามป้อม(ได้ทั้งสด และแช่อิ่ม) สมอ เกลือ เหง้าบัว ขิง ข่า ถือว่าเป็นยาบำรุงสามารถฉันได้ตลอด

*อาหารที่ขึ้นอยู่กับวัดแต่ละแห่งว่าพิจารณาว่าสมควรฉันได้หลังเพลหรือไม่ เช่น
สาหร่ายทะเล
วุ้นจากสาหร่าย คาราจีแนน
เฉาก๊วย
เมล็ดทานตะวัน



Tuesday, September 2, 2014

เส้นทางบิณฑ (บาตร) ... ตอนที่ 2



เส้นทางบิณฑ (บาตร) ... ตอนที่ 2
เส้นทางแห่งการรอคอย – บ้านผู้ใหญ่อ้อย และโยมจินดา
               มีบางครั้งที่พระในเส้นทางนี้เดินบิณฑบาตรก่อนเป็นลำดับต้นๆ แต่กลับมาถึงวัดเป็นลำดับท้ายๆ เพราะนี่คือเส้นทางแห่งการรอคอย แม้เส้นทางจะไม่สลับซับซ้อน แวะรับบาตรเพียงบ้าน 2 หลัง เริ่มจากหน้าวัด เลี้ยวขวา เดินเรื่อยไปจนถึกโค้งไร่สับปะรด เลี้ยวซ้าย ข้ามสะพาน จากนั้นเลี้ยวซ้าย เข้าสวนมังคุด จนพบอุปสรรคด่านแรกนั่นก็คือ รังมดคันไฟ ที่คันสมชื่อจริงๆ ครั้นจะบี้ก็ไม่กล้ากลัวอาบัติ จนได้แต่ฝืนเดินยุกยิกจนถึงหน้าบ้านโยม แต่แล้วก็มาพบอุปสรรคด่านที่2 นั่นก็คือ น้องหมาเจ้าถิ่นที่ดูจะยังไม่คุ้นกับพระใหม่อย่างเรา แต่ยังดีที่โยมผู้ใหญ่อ้อยออกมาพอดี แล้วพูดห้ามไว้ จนรอดไปได้อีกวันหนึ่ง เสร็จแล้วก็วกกลับทางเดิม ทีนี่ดูจะมีทักษะมากขึ้นในการสังเกตุว่า จะเดินอย่างไรไม่ให้โดนรังมดคันไฟ จนกระทั่งมาถึงบ้านตรงกันข้าม ที่มีประตูรั้วเหล็กปิดอยู่ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการรอคอยขั้นที่1 ที่ประตูหน้าบ้านโยมจินดา จนกระทั่งพระอีกสายหนึ่งเดินผ่านเราไป แล้วซักพักหนึ่งประตูรั้วก็ถูกเปิดออก และนี่คือจุดเริ่มต้นของการรอคอยขั้นที่1 ที่หน้าโรงรถบ้านโยมจินดา จนกระทั่งพระอีกสายหนึ่งเดินกลับวัด แล้วซักพักหนึ่งหญิงชราวัยไม่ต่ำกว่า 70 ปี พร้อมทั้งสายตาที่ฝ้าฟาง มาพร้อมกับชายวัยกลางคนคาดว่าน่าจะเป็นลูกชาย ในมือมีขันข้าว พร้อมถุงแกง หรือขนม ยอมรับว่าบางครั้งก็รู้สึกเบื่อบ้างที่ต้องรออะไรนานๆ แต่เมื่อทราบภายหลังว่าที่ช้าขนาดนี้ เจตนาของโยมตั้งแต่เมื่อร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่ คือโยมตั้งใจจะให้พระท่านได้รับข้าวที่หุงสุกใหม่ๆ อาหารที่ปรุงเสร็จร้อนๆ จนครั้นเมื่อแก่ชราลงก็ยังคงปฏิบัติเช่นเดิม แต่อาจช้าลงเนื่องด้วยสภาพร่างกาย แม้เส้นทางบิณฑบาตรนี้จะได้ของไม่มากมายนัก อาจเป็นข้าวเพียงทัพพีเดียว แต่มันก็เต็มไปด้วยความตั้งใจ และศรัทธา

เส้นทางประจำ – มาบจันทร์ไกลฝั่งขวา และซ้าย
          จะเรียกว่าเป็นเส้นทางประจำเลยก็ว่าได้ เพราะเดินเส้นทางนี้บ่อยสุด อธิบายได้ง่ายๆคือ เดินต่อจากบ้านโยมจินดามาซัดพักหนึ่งก็จะพบร้านค้าใหญ่ขนาบซ้าย-ขวา พระท่านจะแบ่งสายเป็น 2 ฝั่งคือฝั่งซ้าย (ประมาณ 2 บ้าน) และฝั่งขวา (ประมาณ 3 บ้าน) แต่ที่น่าจดจำคือบ้านหลังสุดท้าย ขวามือที่ใส่บาตรอย่างอุกฤษณ์(คำพระ แปลว่าขั้นสุด)เกือบทุกวัน เรียกได้ว่าข้าว ปลา อาหาร น้ำดื่มสมบูรณ์ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักที่มาก จนกว่าจะเดินกลับถึงวัด

เส้นทางอุ่นใจ – บ้านป่าสัก
          ในช่วงเข้าพรรษา พระภิกษุจะจำพรรษาอยู่ได้เฉพาะวัดใดวัดหนึ่ง เว้นแต่เหตุจำเป็น แต่จะต้องกลับมาจำพรรษาที่วัดภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน โดยช่วงนี้ที่วัดสาขาหนองป่าพงจะเคร่งครัดมาเป็นพิเศษ คือจะเพิ่มการสมาทานถือวัตรปฏิบัติพิเศษตลอดช่วงเข้าพรรษา หรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น การภาวนาทั้งคืนโดยไม่นอน(เนสัชชิก) การงดพูด(มุกขวัตร) การงดอาหาร การฉันมังสวิรัติ การกำหนดคำข้าว รวมทั้งการฉันตกบาตร(ฉันเฉพาะที่หามาได้ ไม่พิจารณาเพิ่ม) ซึ่งพระใหม่อย่างเราดูยังไม่ค่อยจะเข้าใจการสมาทานสักเท่าไหร่ จึงยังไม่ได้สมาทานอะไรเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าข้อวัตรปกติ ยังจะทำให้ครบก็ยากแล้ว แต่แล้วเมื่อพระส่วนใหญ่ถือปฏิบัติกันบางก็เคร่งบ้าง เช่น อดอาหารอาทิตย์เว้นอาทิตย์ ถือเนสัชชิกในวันพระ ฉันข้าวกับผลไม้ แต่ที่เห็นว่าพอถือปฏิบัติได้คือการ “ฉันตกบาตร”
          เส้นทางสาย “บ้านป่าสัก” ถูกเลือกให้เป็นเส้นทางประจำของพระที่สมาทานฉันตกบาตร ซึ่งตอนแรกก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไม จนกระทั่งได้ขอโอกาสมาเดินเส้นทางนี้ พร้อมทั้งสมาทานฉันตกบาตรด้วย เริ่มจากปากทางเข้าวัด แล้วเลี้ยวซ้าย ผ่านป่ายางพาราไปซักพักก็ได้พบกับภาพประทับใจ เบื้องหน้าคือทุ่งโล่งกว้าง มีกระท่อมหลังล็กอยู่กลางทุ่ง ตัดกับร่มเงาของป่ายางพารา และมีทิวเขายายดาเป็นพื้นหลัง ประกอบกับแสงแดดอ่อนๆ อากาศเย็นๆ ในยามเช้า ดูแล้วมันช่างคล้ายกับบรรยากาศหมู่บ้านในชนบทเสียมากกว่า เราเดินไปสักพักจึงเลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้าน จนพบกับความประหลาดใจ เพราะจากที่เดินเส้นทางสายอื่นมาแล้ว กว่าจะมีบ้านโยมใส่บาตรสักหลังหนึ่งก็ใช้เวลาเดินแสนนาน ในระยะทางเกือบ 3 กม.มีเพียงหลัง 2หลัง บางก็ได้บาตรเปล่าบ้างก็มี ผิดกับที่ “บ้านป่าสัก” ที่บ้านเกือบทุกหลังจะต้องใส่บาตร เราเลยอุ่นใจได้ว่าวันนี้จะไม่อดแน่ๆเมื่อฉันตกบาตร ที่นี้จึงรู้แล้วว่าทำไม ต้องจัดพระที่สมาทานฉันตกบาตรให้มาเส้นทางนี้
               จากการที่ได้ทดลองฉันตกบาตรมาช่วงเวลาหนึ่ง จำเป็นต้องข่มใจตัวเองอย่างมากไม่รับอาหารเพิ่มเติม ในขณะที่เพื่อนพระลุกขึ้นไปพิจารณาอาหาร เรากลับต้องนั่งนิ่งอยู่กลับที่ ต่อสู้กับกิเลสความอยากกินโน่นกินนี่อยู่ตลอด ก็มีทั้งข่มได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เอาเป็นว่าเราได้มีโอกาสเรียนรู้การข่มกิเลสในรูปแบบหนึ่งที่ไม่เกินกำลังเราจนเกินไปนัก และได้เรียนรู้ว่า ร่างกายเรากินแค่เพื่ออยู่ แต่ที่อยากโน่นอยากนี่ อันนี้มันเรื่องของกิเลสล้วนๆ