Monday, July 7, 2014

จีวร


จีวร

ตอนสมัยเป็นฆราวาสเนี่ย ตื่นเช้ามาก็ต้องมีเรื่องให้ต้องคิดอยู่เรื่อย หนึ่งในนั้นเห็นจะเป็น คิดว่าวันนี้จะใส่ชุดอะไรดี แต่เมื่อเป็นพระสิ่งเดียวที่ได้รับคือผ้าไตรจีวร ซึ่งประกอบไปด้วย ผ้าจีวร, สบง(ผ้านุ่ง) และสังฆาฏิ(ผ้าห่ม คล้ายจีวรซ้อนกัน 2 ชั้น) พร้อมด้วยผ้าบริขารอื่นๆ คือ ผ้าอาบ ใช้นุ่งแทนกางเกงชั้นใน หรือใส่ทำงาน 3 ผืน, รัดประคด ใช้แทนเข็มขัด, อังสะ ใช้แทนเสื้อกล้าม, ผ้ารองนั่ง, ผ้าเช็ดบาตร และย่าม ของใช้จำพวกผ้าหลักๆก็มีเพียงเท่านี้ เนื่องด้วยผ้ามีจำนวนน้อย เราจึงจำเป็นต้องซักเพื่อใช้สลับผลัดเปลี่ยนกันไป ทั้งยังต้องซักมือ และตากแดดธรรมชาติ ยิ่งช่วงเข้าพรรษาด้วยแล้ว ยิ่งฝนตกชุก อะไรๆก็ไม่แน่นอน ตอนเช้าซักผ้าแดดแจ๋ บ่ายมาเมฆครื้มเก็บผ้าแทบไม่ทัน แต่ยังดีที่ผ้าส่วนใหญ่โดยเฉพาะ จีวร เป็นผ้าเนื้อละเอียด บางเบา แห้งเร็ว (ยกเว้นสังฆาฎิที่หนา แต่ซักนานๆครั้ง) จีวรนี้แหละที่เรียกว่าเป็นเครื่องแบบหลักของพระ เพราะใช้เกือบตลอดเวลา มีวิธีนุ่งต่างกันตามแต่ละโอกาส ดังนี้
1.)  ห่มดอง – ใช้เฉพาะงานบวช, ร่วมงานประชุมกับคณะสงฆ์อื่น หรือพระราชพิธีในเมือง (พระมหานิกายหรือวัดบ้าน ส่วนใหญ่นุ่งแบบนี้) คือการพับจีวรเป็นจีบๆ พาดสังฆาฏิ แล้วใช้ผ้ารัดอกมัดให้แน่น
2.)  ห่มคลุม – ใช้เดินบิณฑบาตร, ออกเดินทาง หรือโดยสารด้วยยานพาหนะ จะปกปิดตตั้งแต่คอ ใหล่ทั้ง 2 ข้าง เรื่อยมาจนถึง หน้าแข้ง
3.)  ห่มเฉวียงบ่า – ใช้ในพิธีทั่วไปในวัด หรือรับแขกแบบไม่เป็นทางการ
4.)  ห่มเฉวียงบ่า พาดสังฆาฏิ – ใช้ทำวัตรเช้า-เย็น ทำพิธีกรรมทางศาสนา หรือสวดปาติโมกข์

เราฝึกนานกว่าสัปดาห์กว่าจะห่มคลุมเพื่อออกบิณฑบาตรได้ทันพระรุ่นพี่ กว่าจะห่มเฉวียงบ่าได้แน่นกระชับตัว โดยผ้าไม้หลุด การนุ่งที่ว่านี้อยู่ที่การม้วนจีวรแล้วสะบัดให้ถูกที่ ถูกจังหวะเท่านั้น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก



สีของจีวร
เคยสงสัยไหมว่าทำไมสีของจีวรพระไม่เหมือนกัน บ้างก็เหลืองสด บ้างก็หม่นๆ ถ้าแบ่งอย่างคร่าวๆคงแบ่งได้จากคณะสงฆ์ไทยหลัก 2 นิกาย คือ
1.)  มหานิกาย – คือพระส่วนใหญ่ของประเทศ (คำว่ามหา แปลว่าส่วนใหญ่) หรือที่เราเรียกว่าวัดบ้าน(คามวาสี) มีหน้าที่หลักคือเป็นผู้นำในพิธีกรรมทางศาสนา ดูแลตำราวิชาการ การศึกษาทางปริยัติ เรียกว่า คันถธุระ ส่วนใหญ่จะห่มดอง และใช้จีวรสีเหลืองพระราชนิยม (สีเหลืองสดออกส้ม)

2.)  ธรรมยุติกนิกาย – คือ พระวัดป่าส่วนใหญ่(อรัญวาสี) มีหน้าที่หลัก คือ เน้นเผยแพร่การทำสมาธิ วิปัสสนา เรียกว่า วิปัสสนาธุระ ส่วนใหญ่ไม่นิยมห่มดอง จะใช้จีวรสีเหลืองกรัก หรือสีย้อมธรรมชาติจากแก่นขนุน
ส่วนวัดมาบจันทร์ และวัดสาขาของวัดหนองป่าพงทั้งหมดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย แต่แนวทางและวัตรปฏิบัติเป็นแบบธรรมยุติ ท่านเลือกใช้จีวรสีเหลืองกรักเป็นหลักเพราะกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าเป็นหลัก แต่หากไปเข้าร่วมพิธีการร่วมกับพระมหานิกายวัดอื่น เช่น สอบนักธรรม หรือประชุมในเมือง ก็จะเปลี่ยนจีวรเป็นอีกสีพระราชนิยม เพื่อกลมกลืนกับสงฆ์หมู่มาก ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมถึงไม่แปรญัติเป็นธรรมยุติ จะกล่าวได้ว่า เมื่อครั้งหลวงปู่ชาได้มาศึกษาธรรมะจากหลวงปู่มั่นแล้วเกิดศรัทธา จึงได้ขอแปลยัติเป็นธรรมยุติแล้ว แต่ท่านพระอาจารย์มั่นไม่อนุญาต โดยท่านได้ให้เหตุผลในเรื่องระหว่าง “ธรรมยุติกนิกาย” กับ “มหานิกาย” ไว้ว่า

“ถ้าพากันมาญัตติเป็นพระธรรมยุติหมดเสียแล้ว ฝ่ายมหานิกายจะไม่มีใครแนะนำการปฏิบัติ มรรคผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิกายหรอก แต่มรรคผลขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแนะนำสั่งสอนไว้แล้ว ละในสิ่งที่ควรละ เว้นในสิ่งที่ควรเว้น เจริญในสิ่งที่ควรเจริญ นั่นแหละทางดำเนินไปสู่มรรคผลนิพพาน”

ดังนั้นพระใหม่อย่างเรา จึงควรแน่วแน่กับข้อวัตรปฏิบัติตามพระธรรมวินัย มากกว่าการเสียเวลาตั้งข้อสงสัยในสีของจีวร ความแตกต่างนิกายทั้งสอง เพราะแท้จริงแล้ว นิกายนี้ มันก็เป็นเพียงสมมุติ ที่คนเราตั้งขึ้นมาเอง ขอทิ้งท้ายจากข้อความตอนหนึ่งในหนังสือ อุปลมณี ที่ว่า

ถึงแม้ว่าคณะสงฆ์วัดหนองป่าพงเข้มงวดกวดขันในเรื่องพระวินัย แต่เนื่องจากสังกัดมหานิกาย เมื่อพระสายวัดหนองป่าพงไปพักปฏิบัติธรรมที่วัดป่าฝ่ายธรรมยุติ จึงร่วมอุโบสถสังฆกรรมกันไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นนานาสังวาส

ครั้งหนึ่ง มีพระธรรมยุติมาขอจำพรรษาที่วัดหนองป่าพง หลวงพ่อได้ถามความเห็นของที่ประชุมสงฆ์ว่า จะรับพระอาคันตุกะเข้าร่วมลงอุโบสถด้วยหรือไม่ ซึ่งพระส่วนมากก็ลงความเห็นว่าไม่ควรด้วยเหตุผลว่า “ทางฝ่ายเขาก็ปฏิเสธฝ่ายเราอยู่หลวงพ่อได้ให้เหตุผลแย้งที่ประชุมว่า

“ผมว่าทำอย่างนั้นมันก็ดีอยู่ แต่มันยังไม่เป็นธรรมเป็นวินัย มันยังเป็นทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ มีความถือเนื้อถือตัวมาก มันไม่สบาย เอาอย่างพระพุทธเจ้าจะได้ไหม คือเราไม่ถือธรรมยุติไม่ถือมหานิกาย แต่เราถือพระธรรมพระวินัย ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะเป็นธรรมยุติหรือมหานิกายก็ให้ลงได้ ถ้าไม่ดี ไม่มีความละอายต่อบาป ถึงเป็นธรรมยุติก็ไม่ให้ร่วม เป็นมหานิกายก็ไม่ให้ร่วม ถ้าเราเอาอย่างนี้ ก็จะถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) วัดหนองป่าพง .อุบลราชธานี จากหนังสืออุปลมณี .๒๕๘

ชั่วโมงบิณฑ(บาตร) : บิณฑบาต ครั้งแรก!

ชั่วโมงบิณฑ(บาตร) : บิณฑบาต ครั้งแรก!

     เป็นภาพที่ชินตาสำหรับชาวพุทธในทุกเช้า แต่สำหรับเช้านี้มันไม่ชินเลยสำหรับการเดินบิณฑบาตรครั้งแรก! สำหรับพระใหม่อย่างเรา คำถามว่าจะออกบิณฑบาตรได้เมื่อไหร่เป็นคำถามยอดนิยม คำตอบที่ได้จากครูบาอาจารย์คือเป็นช่วงรอยต่อระหว่างกลางคืนกับรุ่งเช้า มีวิธีสังเกตคือสามารถมองเห็นลอยมือของตนเองได้ในที่แจ้ง หรือมองเห็นความแตกต่างของสีเขียวของใบไม้ หรือมองเห็นแสงสีส้มทองบนฟ้า ในใจคิดว่าแล้วสรุปมันกี่โมงกันเล่า? ทำไมไม่ดูนาฬิกา? สงสัยไว้ในใจ


     นอกจากจะลำบากตั้งแต่การดูเวลาออกบิณฑบาตรแล้ว ขั้นตอนเตรียมตัวออกบิณฑบาตรก็ดูมีขั้นตอนพอสมควร เริ่มตั้งแต่การกรอกบาตรนั่นคือการใส่น้ำสะอาดจำนวนเล็กน้อย เสร็จแล้วค่อยๆกรอกกลิ้งน้ำไปทั่วบาตรอย่างช้าๆ มีสติ เมื่อเห็นว่าไม่มีเศษฝุ่นติดหลงเหลืออยู่แล้วจึงเทน้ำออกลงกระโถน จากนั้นจึงลุกขึ้นออกไปเปลี่ยนจีวรจากแบบเฉวียงบ่าเป็นแบบห่มคลุม ช่วงเวลานี้มันดูช่างยุ่งยากเพราะการห่มคลุมนี้จะห่มเฉพาะเมื่อออกเดินทางไปนอกวัด หรือบิณฑบาตรเท่านั้น และนี่คือการเดินทางออกนอกวัดเป็นครั้งแรก จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเป็นธรรมดา เมื่อห่มเสร็จจึงให้เพื่อนพระตรวจเช็คความเรียบร้อย จากนั้นจึงกลับเข้าไปเอาบาตรคล้องไว้ที่บ่าเตรียมตัวออกบิณฑบาตรครั้งแรก

     เท้าที่เปลือยเปล่าเหยียบย่ำพื้นถนนอันขรุขระ ที่เต็มไปด้วยหินกรวดเล็กใหญ่ สายตาทอดยาวไปข้างหน้า หนทางมันช่างยาวไกลเหลือเกิน เราเดินไปช้าๆอย่างระมัดระวังเพราะกลัวหินตำเท้า แต่แล้วก็ดูจะช้าเกินไป จนแถวทิ้งห่างเป็นกิโล จะเร่งก็กลัวหินบาด ซ้ำยังพะวงกลัวจีวรจะหลุดอีก โดยปกติแล้วที่วัดมาบจันทร์จะจัดสายบิณฑบาตรเป็นสาย ใกล้บ้าง ไกลบ้างสลับกันไป บ้างไปในตลาดซึ่งต้องน้องรถตู้ไป บ้างไปในหมู่บ้าน บ้างก็ไปบ้านโยมเพียงคนเดียว และแน่นอนพระใหม่อย่างเราถูกจัดให้เดินในสายบิณฑบาตรที่ใกล้ที่สุด พบปะผู้คนน้อยที่สุด และแล้วก็มาถึงหน้าบ้านโยม

     เนื่องจากเราบวชช่วงเข้าพรรษา จึงทำให้มีพระใหม่จำนวนมาก จึงทำให้มีภิกษุหลายสิบรูปมายืนรอรับศรัทธาหน้าบ้านโยมกันมากสักหน่อย แต่โยมดูมีสีหน้ายินดีจัดสรรปันส่วนข้าวสวยบ้าง ไข่ต้มบ้าง ขนมบ้างใส่บาตรพระได้ครบทุกรูป เราเองนั้นเปิดรับบาตรตะกุกตะกัก เปิดฝาบาตรผิดๆถูกๆกลัวบาตรจะตกลงพื้นใส่หน้าโยมเสียจริง สุดท้ายปิดฝาบาตรรอโยมไหว้ทำความเคารพ จากนั้นเดินทางกลับวัดโดยไม่ให้พรใดๆตามธรรมเนียมปฏิบัติวัดหนองป่าพง เพราะสิ่งที่โยมทำนั้นมันเป็นพรในตัวอยู่แล้ว ไม่ได้อยู่ในบทสวดให้พร เพราะทำบุญ ทำทานที่แท้จริงคือการรู้จักเสียสละ หรือละซึ่งความเห็นแก่ตัว ละซึ่งความตระหนี่

     พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก น้อยครั้งในช่วงชีวิตฆราวาสที่จะได้สัมผัสบรรยากาศยามเช้า ไอเย็นจากน้ำค้างบนยอดหญัา เคล้าไออุ่นผ่านเงาไม้ กลิ่นหอมจางๆของดอกไม้ ที่พัดพามากับสายลม กับก้อนเมฆที่พลิ้วไหวบนท้องฟ้าสีส้ม ภาพระหว่างทางการบิณฑบาตรครั้งแรกนี้มันช่างน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของธรรมชาติ หรือว่าความงดงามจากใจที่เปี่ยมล้นด้วยศรัทธา และนี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่เราต้องจดจำ

เขมปญโญ


Saturday, July 5, 2014

เริ่มต้นที่ ความเรียบง่าย



เริ่มต้นที่ ความเรียบง่าย


ถ้าเราพูดถึงงานบวช หลายๆคนคงคิดถึงภาพพิธีรีตองมากมาย มีการแห่ขบวนโห่ร้องกันอึกทึก จัดเลี้ยงแขกเกลื่อด้วยอาหาร เครื่องดื่ม บ้างก็มีงานเลี้ยง มหรสพครึกครึ้นเสียงดังไปทั้งหมู่บ้าน แต่ทุกสิ่ง ทุกอย่างในวันนี้ที่วัดมาบจันทร์กลับปกติ เรายังค'ตื่นแต่เช้า ทำวัตร กวาดลานวัด ล้างเท้าพระ ทานข้าวเช้าตามปกติ นอกจากว่าวันนี้จะมีผู้คนมาทำบุญที่หอฉันมากกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้มีงานเลี้ยงพิเศษแต่อย่างใด ส่วนเราและเพื่อนผ้าขาวรวม 13 ชีวิตจำเป็นต้องปลีกตัวจากญาติๆมาเตรียมตัวที่โบสถ์ก่อนเวลา 11 โมง เพราะด้วยจำนวนคนที่มากจึงต้องเริ่มพิธีให้เร็วขึ้น เรานัดให้ญาติขึ้นไปรอที่โบสถ์เลยเพราะเกรงว่าถ้ามาสายกว่านี้การจราจรอาจจะติดขัด ที่จอดรถไม่มี พวกเราผ้าขาวต่างแยกย้ายกันเตรียมตัว เตรียมข้าวของ ซักซ้อมบทขานนาคอีกสักหน่อย จากนั้นใครคนไหนพร้อมแล้ว ญาติมาครบแล้ว ก็เดินวนรอบโบสถ์ 3 รอบอย่างเงียบๆ ไม่มีการโห่ร้องใดๆทั้งสิ้น เดินวนเสร็จแล้วจึงเข้ามาในโบสถ์กล่าวคำขอขมาพ่อ แม่ แล้วนั่งรอจนกว่าเพื่อนผ้าขาวจะมาครบ 13 คน และวัดนี้ไม่อนุญาตให้โปรยทานตามแบบงานบวชแบบไทยๆทั่วไป ในความเห็นส่วนตัวเห็นด้วยกับทางวัดที่ไม่มีการโปรยเหรียญทาน เพราะว่านอกจากจะลดความวุ่นวายได้ในระดับนึงแล้ว ยังเห็นว่ามันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆเลยกับการศึกษาธรรมะ แถมยังส่งเสริมให้คนโลภมากอยากเก็บเหรียญได้เยอะๆอีก ส่วนเจ้าภาพก็เสียเงินส่วนนี้โดยใช่เหตุ แต่ถ้าหากเจ้าภาพเตรียมมาแล้วก็สามารถนำทานส่วนนี้เก็บกลับไปหรือนำไปบริจาคที่กุฎิสำนักงานได้


เรานั่งรอสักพักหนึ่งจนนาคมาครบทั้ง 13 คน พร้อมทั้งพระอุปัชฌาย์(นิมนต์จากวัดเขายายชุม) และพระคู่อันดับ(นิมนต์จากวัดมาบจันทร์) ก็มาครบถ้วนแล้ว พิธีการจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่าย แต่ก็ไม่ได้ราบเรียบเสียทีเดียว เพราะยังมีบางช่วง บางตอนที่ยังท่องผิดๆถูกๆอยู่ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะท่องมาดีแล้วแค่ไหน วันจริงวันนี้ยิ่งตื่นเต้นคงต้องมีลืมกันบ้าง ยิ่งช่วงที่เราจะต้องทำพิธีกันเป็นคู่ ต้องเดินไปกลางโบสถ์แล้วกล่าวคำขานนาคแล้วช่วงนี้จะตื่นเต้นที่สุด “เกษา โลมา นขา ทันตา ตโจ ...” เราได้ยินประโยคนี้รวม 7 ครั้ง ท่านให้มองว่าผมที่เราโกนออกไป ผิวหนังที่ห่อหุ้มร่างกาย สิ่งต่างๆเหล่านีล้วนเป็นสิ่งปฏิกูล ไม่สวยไม่งาม ไม่อยากให้เรายึดติด (เรียกว่า ตจปัญจกกัมมัฏฐาน) เราไม่เพียงแค่โกนหัวแล้วห่มผ้าเหลืองเพื่อบอกใครๆว่าเป็นพระ สิ่งสำคัญคือการพิจารณาใจตัวเอง ให้รู้จักกับกิเลส ละละวางมันให้ได้ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเป็นพระโดยสมบูรณ์ในเชิงพิธีการ แต่ภายในใจเรายังอยู่ห่างไกลจากคำว่า พระสุปฏิปัณโณ (พระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ) ว่าแต่ตอนนี้เอาเพียงแค่ว่าจะห่มจีวรโดยลำพังได้อย่างไร

กว่าจะได้เป็นพระ



กว่าจะได้เป็นพระ
          ตามธรรมเนียมปฏิบัติของสาขาวัดหนองป่าพง ทุกคนที่จะบวชต้องอยู่เป็นผ้าขาวก่อนอย่างน้อย 7วัน (หรือมากกว่านั้น) เพื่อเตรียมตัวก่อนบวชเป็นพระ เริ่มจากโกนหัวโดยปราศจากพิธีรีตรองใดๆ จากน้ันเปลี่ยนเป็นชุดขาว โดยจะนุ่งสบงรัดประคตตามแบบพระภิกษุ พร้อมทั้งย่าม กะละมังสแตนเลส  ช้อน แก้วน้ำ ผ้าล้างกะลังมัง หมอน ผ้าห่ม และหนังสือบทท่องขานนาค จากนั้นท่านก็ให้เข้าที่พัก และเนื่องจากช่วงน้ันเป็นช่วงใกล้เข้าพรรษา และงานฉลองเจดีย์ จึงทำให้มีที่พักไม่เพียงพอ ผ้าขาวจึงอาศัยศาลาโพธิญาณนอนรวมกัน ทำให้มีโอกาสพูดคุย และรู้จักนิสัยใจคอกันในหมู่คณะมากขึ้น บ้างก็เป็นคนจริงจังในข้อวัตรแบบเคร่งครัด บ้างก็อายุมาก บ้างก็อายุน้อยยังเป็นนักศึกษาอยู่ บ้างก็เต็มใจบวช บ้างก็ไม่รู้ว่าจะบวชไปทำไม ความแตกต่างตรงนี้บางทีมันก็ชวนทำให้ขุ่นเคืองใจบ้าง เพราะความที่เป็นคนง่ายๆ รักสบาย หากมีใครมาพูดเชิงออกคำสั่งให้ทำโน่น ทำนี่ ตลอด 7 วันมานี้ มีความคิดอย่างเดียวเลยว่า เมื่อไหร่จะบวชซักที อย่างนัอยก็จะได้มีคนสั่งเราน้อยลง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็เรียกใช้ แต่ ผ้าขาว

  
กิจวัตรประจำวันของผ้าขาวได้แก่ การตื่นเช้าตั้งแต่ตี4 ตามสัญญาณเสียงระฆัง ทำกิจส่วนตัว แล้วไปให้ทันทำวัตรเช้า เมื่อพระภิกษุทะยอยไปบิณฑบาตร จึงได้เวลาทำความสะอาด ศาลาพิจารณาอาหาร หรือไม่ก็กวาดใบไม้รอบวัด หากวันไหนที่มีโยมมาทำบุญเยอะ ก็จะไปช่วยถ่ายบาตรจากพระบริเวณหน้าวัด โดยจะแยกข้าวและอาหารสดไว้ประเคนให้พระเพื่อพิจารณา ส่วนพวกอาหารแห้ง นม น้ำปานะจะแบ่งแยกตามวันหมดอายุ แล้วเก็บไว้ที่โรงครัว และผ้าขาวบางส่วนจะมาประจำที่จุดล้างเท้า เช็ดเท้าพระที่เพิ่งกลับมาจากบิณฑบาตร ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยเข้าวัดจึงทำให้เกิดความรู้สึกไม่ค่อยอยากทำในครั้งแรก แม้จะมีใครต่อหลายคนพูดว่า “ได้บุญเยอะอย่างนั้นอย่างนี้” แต่ในใจก็อดมีคำถามว่า “ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ด้วย” แต่เมื่อได้ลดตัวไปล้างเท้า เช็ดเท้าพระแล้วกลับรู้สึกอิ่มใจอย่างประหลาด นี่หรือที่เค้าเรียกว่า “ได้บุญ” ภายหลังจึงรู้ว่า “บุญในครั้งนี้ คือการได้ละมานะ ถือตัวลง แม้เพียงชั่วคราว เราก็สุขใจ”
เมื่อถึงเวลาพิจารณาอาหารประมาณ 8.00 น. พระจะถือบาตรไปพิจารณาอาหารก่อนโดยเรียงตามลำดับอาวุโส ส่วนผ้าขาวนั้นจะเป็นลำดับท้ายสุด แน่นอนว่าอาหารที่เหลืออยู่นั้นคงเหลือไม่มาก บางอย่างที่เล็งไว้ว่าอยากทานอาจโดนพระท่านพิจารณาไปก่อนแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน ตามคำที่บอกต่อๆกันมาว่า “เรากินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อกิน” เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วเดินกลับมานั่งประจำที่ รอสัญญาณจากพระอาวุโสให้ท่านฉันก่อน หรือบางทีมีเสียงระฆังก่อนจึงฉันอาหารพร้อมกัน หลังจากทานเสร็จแล้วล้างกะลังมัง กลับมาช่วยงานวัดตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวัน จากนั้นประมาณเที่ยงหรือบ่ายโมง จึงแยกย้ายกลับที่พักเพื่อพักผ่อนตามอัธยาศัย หรือฝึกท่องขานนาคตามแต่ละบุคคล


กิจส่วนรวม และปานะ
          เมื่อถึงเวลา 15.00 น. เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง เพื่อสื่อสัญญาณว่าเป็นเวลาทำกิจส่วนรวม ไม่ว่าพระ และผ้าขาวทุกคนจะมีหน้าที่ประจำตามจุดต่างๆโดยเราได้ทำกิจที่โบสถ์ ซึ่งจริงๆเราอยากทำที่นี่อยู่แล้ว ตามประสาของคนที่เรียนออกแบบมามองว่าโบสถ์ของวัดมาบจันทร์เป็นโบสถ์ที่สวยแบบโมเดิร์น คือเรียบง่ายแต่มีประโยชน์ครบตามหลักออกแบบ มีความหมายนัยยะซ่อนคือรูปร่างที่เหมือนเรือที่จะพามนุษย์ก้าวพ้นวัฏฏะสงสาร และยังเป็นสัญญลักษณ์ของจังหวัดระยองอีก เราทำความสะอาดเช็ดถูอย่างดี พร้อมๆกับซึมซับความงามของสถานที่ แม้ช่วงหลังๆจะเบื่อหรือขี้เกียจทำบ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องบังคับตัวเองให้ทำ เพราะใครๆก็ทำ เราไม่อยากให้เค้ามองว่าเราไม่ช่วยงานเค้าก็เท่านั้น หลังจากนั้นเวลาประมาณ 16.30 น. เสร็จกิจแล้วมารวมกันใต้ศาลาโพธิญาณเพื่อรับน้ำปานะ โดยขณะที่เป็นผ้าขาวอยู่นั้นเราจะยังหยิบเองไม่ได้ จะต้องบอกให้พระท่านหยิบให้เท่านั้น หลังจากนั้นก็แยกย้ายกลับเข้าที่พัก ทำกิจส่วนตัว เพื่อเตรียมตัวทำวัตรเย็น

ไปไหน อย่าลืมกราบ
          สิ่งหนึ่งที่พระท่านมักย้ำอยู่เสมอนั่นก็คือการกราบทุกครั้ง ที่เข้า ออก อาสนะหรืออาคารสถานที่ โดยวันๆหนึ่งเรากราบหลายครั้งมาก เริ่มจากก่อนออกไปทำวัตรเช้า ระหว่างเข้า-ออกหอฉันก็อีกหลายหน เข้า-ออกที่พัก เข้า-ออกโบสถ์ โดยท่านว่าไม่ได้ให้กราบให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด แต่เป็นอุบายให้เรามีสติระลึกตัวอยู่เสมอ ว่ากำลังจะทำอะไร


ทำวัตรเย็น
            เสียงระฆังบอกสัญญาณเวลาประมาณ 19.00 น. ซึ่งท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือไฟฉายและยาทากันยุง เนื่องจากสภาพแวดล้อมของที่นี่เป็นป่าทึบ เงาไม้ของที่นี่ทำให้ดูมีดผิดจากในเมืองที่เต็มไปด้วยแสงไฟจากรถราบนถนน ร้านค้า บ้านเรือน มาพร้อมกับความชื้นที่เหมาะกับการเพาะพันธ์ของแมลงและยุงนานาชนิด เราจึงต้องเดินอย่างระมัดระวังที่สุดในระหว่างทางเดินไปโบสถ์ซึ่งอยู่บนยอดเนิน เสร็จจากทำวัตรก็มีการซ้อมขานนาคบ้าง โดยวันสุดท้ายก่อนบวชเราได้ช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ โดยมีครูบาตั้ม ที่เป็นฝ่ายดูแลพระใหม่ท่านบอกว่านี่เป็นงานบวชพระที่มีพระเยอะที่สุด