Sunday, January 18, 2015

ผู้ช่วยในการฝึกจิต!



     เนื่องจากกุฎิหลังแรกดูจะวิบากเกินกำลังอินทรีย์ของเราจนเกินไป จนได้ยินว่ามีเพื่อนพระท่านหนึ่งท่านไม่ได้ย้ายเข้ากุฎิที่ท่านได้รับ เพราะเป็นที่เล่าลือกันว่ากุฎิที่จะย้ายมาอยู่นี้อาจจะมีพลังงานบางอย่างอยู่ แต่เมื่อเทียบกับกุฎิหฤโหดหลังแรกแล้ว กุฎิหลังนี้ยังมีดีอยู่มาก แม้จะเล็กกว่า ส่วนห้องน้ำก็ไม่มีในตัว ต้องเข้าห้องน้ำรวม มีกุฎิเพื่อนพระอยู่ใกล้ๆไม่เห็นจะน่ากลัว มีอุโบสถอยู่ด้านบนถัดไป แน่นอนพระประธานศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่นั้น แต่อาจต้องเดินไกลสักนิดกว่าจะถึงหอฉัน แต่ก็มีสิ่งที่แปลกตาที่สุด ที่มองเห็นได้จากกุฎินั้นก็คือ ต้นตะเคียนผูกผ้า 3 สี พร้อมกับชุดสไบสีเขียว และโต๊ะวางกล่องเครื่องสำอางค์วางไว้ข้างๆกัน ที่ดูแปลกเพราะว่าวัดนี้ไม่เน้นเรื่องเครื่องราง ของขลัง หรือพิธีกราบไหว้สิ่งงมงาย นี่อาจเป็นกุศโลบายเพื่อรักษาต้นตะเคียนนี้ไว้ตอนสร้างโบสถ์ก็เป็นได้ เราจึงไม่ลังเลรีบย้ายข้าวของไปยังกุฎิหลังนี้หลังจากได้รับกุญแจจากพระเพื่อน และแจ้งย้ายกุฎิเรียบร้อยแล้ว โดยเราคิดเพียงว่าเราเป็นพระ พระจะกลัวผีไม่ได้ อะไรกัน! ผีดึงขาไม่มีหรอก



     กุฎินี้เป็นกุฎิเล็กๆขนาดประมาณ 2.4x2.4 สร้างด้วยแผ่นซีเมนต์บอร์ด หน้าต่างบานเกร็ดกระจกทั้ง 3 ด้าน มองเห็นวิวด้านขวา และด้านหลังเป็นป่ารก แต่วิวด้านซ้ายนี่สิมองเห็นกุฎิเพื่อนพระอีกหลัง และต้นตะเคียน ใจก็บอกว่าไม่กลัวหรอก แต่ไม่รู้ทำไมต้องหาผ้ามาแขวนทำเป็นม่านบังตาไว้ ก็กระจกมันใสซะขนาดนั้น ต้องบังไว้เพื่อความเป็นส่วนตัวกันบ้าง จน 1 อาทิตย์ผ่านไป ก็หลับสบายจำวัดได้ปกติดี แม้จะอึดอัดและหนาวบ้างเพราะห้องเล็กและมีหน้าต่างโดยรอบ ในช่วงนี้ได้อ่านหนังสือคู่มือมนุษย์ ของท่านพุทธทาส(ฉบับย่อ) จบเป็นหนแรก แม้จะงงๆบ้างเพราะไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ เช่น ความรู้สึก ปีติ มันเป็นอย่างไรกันแน่ หรือ ลำดับขั้นในการบรรลุนี่ก็พึ่งเคยได้ยินชื่ออย่าง โสดาบัน อนาคามี สกิทาคามี อะไรพวกนี้ จนวันหนึ่งก็ได้ทำวัตรเย็น และนั่งสมาธิที่โบสถ์จนเกิดความสุขอย่างประหลาด มันเกิดขึ้นครั้งแรกแค่แป๊บเดียวเพราะตื่นเต้นมากจนหลุดจากสมาธิ หลังจากนั้นจึงได้อ่านคู่มือมนุษย์อีกรอบจนได้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรมากขึ้น และรู้ว่านี่เป็นเพียงระยะเริ่มต้น กว่าเราจะบรรลุธรรมชั้นสูงนั้นยังอีกไกลแสนไกล และจากคนที่ไม่ค่อยเชื่อของการมีอยู่จริงของการบรรลุ นิพพาน จากการเจริญสติ ภาวนา ก็เชื่อมั่นอย่างสนิทใจว่ามีจริง หรือนี่แหละที่เรียกว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ พระธรรมอันผู้บรรลุจะพึงรู้เฉพาะตัว ที่เคยสวดๆกันประจำ มันเป็นอย่างงี้นี่เอง


     แต่แล้วคืนหนึ่งขณะกำลังเคลิ้มหลับ มีความรู้สึกเหมือนว่ามีใครมาดึงผ้าห่มลงที่ขา เอาแล้วสิ หรือเป็นอย่างที่เค้าเล่าลือกันจริงๆ ในใจคิดว่าไม่มีอะไรมั้ง อาจจะเป็นแค่พัดลม พัดผ้าห่มเท่านั้นมั้ง เลยตั้งสติลุกขึ้นเปิดไฟ แล้วหันพัดลมไปอีกทางไม่ให้โดนตัว เสร็จแล้วปิดไฟล้มตัวนอน ยอมรับว่าจิตใจสั่นๆนิดๆแล้ว หรือจะเป็นอย่างที่เค้าลือกันจริงๆ ไม่สิ! มันเป็นแค่ลมพัด แต่แล้ว.........................................ย้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เราร้องลั่นเลย ไม่รู้ว่ามีใครได้ยินรึเปล่า นี่มันไม่ใช้ลมพัดแล้ว นี่มันอะไรไม่รู้พุ่งเข้ามาที่หน้าอกเนี่ย บรึ๋ยส์................................................. เรารีบลุกขึ้นมาเปิดไฟ แล้วขวานหาหนังสือสวดมนต์ เปิดหาบทแผ่เมตตา สวดอย่างเสียงสั่นๆ ตอนนั้นสับสนมาก งงมาก เพราะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่ยังดีที่ได้อ่านคู่มือมนุษย์ของท่านพุทธทาสแล้ว จึงเข้าใจว่าอาจเป็นเพราะจิตปรุงแต่งไปเอง พอสวดเสร็จปิดไฟ แต่คงไม่หลับหรอก จิตหลอนซะขนาดนี้ เลยนั่งภาวนาต่อ สักพักจนพบกับ............................ภาพดวงตาคมๆของผู้หญิงปรากฎอยู่ตรงหน้าขณะหลับตา มองเห็นลางๆดูเหมือนร่างของเธอนั้นมีสีเขียวโปร่งแสง เราได้แต่ตั้งสติ โดยคิดว่า ถ้ามีก็จะได้รู้ว่ามี ถ้าไม่มีก็จะได้รู้ว่าจิตหลอกเราเอง ในคืนนั้นก็อยู่กับภาพดวงตานั้นสักพักจนหายไป จนได้นอนหลับก็ประมาณตี 2

     ตื่นเช้ามาเราก็ทำตัวปกติ ในสัปดาห์นั้นก็มีบ้างที่เพื่อนพระจะถามว่าเจออะไรมั้ย เราก็ตอบว่า ไม่มีอะไรนี่ ก็ปกติดี แต่หารู้ไหมว่าคืนนั้นเนี่ย หลอนสุดๆ หลอนจนความคิดเกี่ยวกับเรื่องลึกลับของตัวเองเปลี่ยนไปเยอะ แต่ก่อนไม่เชื่อว่ามี แต่ตอนนี้ก็ได้แต่คิดว่า จะมีก็มี จะไม่มีก็ไม่มี เราก็พยายามทำตัวปกติ เว้นแต่ตอนนี้ เวลาเปิดพัดลมก็หันไปไม่ให้โดนตัว กับหาผ้ามาปิดหน้าต่างด้านซ้ายไว้ตลอด พร้อมพกไฟฉายไว้ไกล้ตัวด้วย (ไม่ได้ระแวงนะ แต่ต้องเตรียมพร้อมไว้อยู่เสมอ) และคืนนี้ก็พบกับ เด็กผู้ชายตัวเล็กร่างเขียวโปร่งแสง ดูยิ้มแย้ม แก้มตุ้ยนุ้ย ในใจก็ร้อง โอ้ย! เจออะไรอีกเนี่ย! ก็เลยใช้สูตรเดิมสวดบท แผ่เมตตา แล้วคิดว่า  จะมีก็มี จะไม่มีก็ไม่มี จนจิตสงบ แล้วหลับไป และหลังจากนั้นก็เจอเรื่อยๆ ทั้งผู้หญิงและเด็ก โดยเค้าอาจจะมาค่อยเตือนเราว่าไม่ให้ทำผิด มากระตุ้นเราให้จิตเราตื่นอยู่เสมอ จะถือว่าเป็น ผู้ช่วยในการฝึกจิตที่ดีก็ว่าได้ อย่างคำสอนของท่านอาจารย์ใหญ่ในหนังสืออกิญจโนวาทที่ว่า ความกลัวนี่ ถ้ามีสมาธิก็มีปัญญา ถ้าสมาธิไม่ดีก็เป็นอวิชชา


เขมปญโญ


คำแนะนำในการใส่บาตร ของพระวัดป่า และวัดสาขาหนองป่าพง

คำแนะนำในการใส่บาตร พระวัดป่า และวัดสาขาหนองป่าพง
เอกลักษณ์ของพระกรรมฐาน พระวัดป่าก็คือ.นอกจากการเคร่งครัดในศีล 227 ข้อแล้ว การถือธุดงควัตร หรือข้อปฏิบัติสำหรับการออกธุดงค์ 13 ข้อ ดังนี้
1. ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
2. ถือการนุ่งห่มผ้าสามผืนเป็นวัตร
3. ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร 
4. ถือการบิณฑบาตไปโดยลำดับแถวเป็นวัตร
5. ถือการฉันจังหันมื้อเดียวเป็นวัตร
6. ถือการฉันในภาชนะเดียวคือฉันในบาตรเป็นวัตร 
7. ถือการห้ามภัตตาหารที่เขานำมาถวายภายหลังเป็นวัตร 
8. ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
9. ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร
10. ถือการอยู่อัพโภกาสที่แจ้งเป็นวัตร
11. ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร 
12. ถือการอยู่ในเสนาสนะตามมีตามได้เป็นวัตร
13. ถือเนสัชชิกังคธุดงค์ คือการไม่นอนเป็นวัตร

สำหรับข้อ การฉันภาชนะเดียว นั่นก็คือการใส่ทั้งของหวาน ของคาวทั้งหมดลงในบาตรใบเดียว จึงมีคำแนะนำในการใส่บาตร
 เพื่ออำนวยความสะดวกต่อพระในการพิจารณา และจัดการ ดังนี้
1. ไม่ถวายเนื้อสัตว์ต้องห้ามได้แก่ เนื้อช้าง เนื้องราชสีห์ เนื้อมนุษย์
2. ไม่ถวายของดิบ ปลาดิบ หากเป็นกะปิ หรือปูเค็ม ให้ปิ้ง หรือต้มให้สุกก่อน
3. ไม่ถวายของหมดอายุ หรือใกล้บูดเสีย
4. ไม่ถวายข้าวหมาก หรือเครื่องดื่มที่มีแอกลอฮอล์อ่อนๆ
5. ไม่ถวายเงิน ทอง ของมีค่า
6. เลี่ยงที่จะใส่ของกระป๋องลงในบาตร เพราะอาจทำให้บาตรเสียหาย

เพื่อสะดวกต่อการจัดเก็บ
1. กรณีถวายขนม หรือของแห้ง ไม่ควรแกะแยกออกจากกัน ให้ถวายเป็นลังเลย
2. น้ำดื่ม มีน้ำหนักมาก หากจะถวายให้ถวายเป็นแพ็ค เลี่ยงที่จะใส่ลงในบาตร
3. แบ่งของหวานใส่ภาชนะเล็กๆ
4. ตัดแต่งผลไม้เป็นชิ้นพอดีคำ 
5. มะพร้าว ทุเรียน ขนุน ส้มโอ ควรปอกมาก่อนเพื่อไม่ให้เป็นภาระของโรงครัว

ข้อคำนึงเกี่ยวกับสุขภาพ
1. หลีกเลี่ยงอาหารมัน และรสจัด
2. เน้นข้าวกล้อง ธัญพืชขัดสีน้อย
3. เลี่ยงการถวายน้ำอัดลมหลังเพล
4. หลีกเลี่ยงของหมักดอง หรือสุ่มเสี่ยงต่อการให้เกิดอาการท้องเสีย

อาหารที่สามารถถวายหลัง 12.00 น มีดังนี้
1. น้ำปานะ คือ น้ำผลไม้ที่กรองเน้อออก เช่น น้ำส้ม น้ำแอ๊ปเปิล น้ำทับทิม น้ำสตรอเบอร์รี่ โดยมีข้อสังเกตอยู่ว่าผลไม้นั้นต้องไม่ใหญ่กว่ากำปั้น ดังนั้น น้ำแตงโม น้ำมะพร้าว น้ำสับปะรด ไม่สามารถฉันได้ 
2. เภสัช 5 น้ำอ้อย น้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำมันข้น(ชีส หรือเนยแข็งที่ไม่ผสมนมผง) น้ำมันเหลว(น้ำมันมะกอก, น้ำมันมะพร้าว) รวมถึงDark Chocolate คือ ผงโกโก้ผสมไขมันปาล์ม หรือน้ำตาล โดยไม่มีส่วนผสมของนมผง ทั้งหมดนี้พระท่านจะเก็บไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน
เครื่องดื่มจากผงโกโก้ ผสมน้ำตาลและครีมเทียมสามารถฉันได้ *****ส่วนไมโล โอวัลติน มีส่วนผสมของนมผง แลมอลต์เป็นธัญพืช ไม่สามารถฉันได้
3. โอสถ ได้แก่ มะขามป้อม(ได้ทั้งสด และแช่อิ่ม) สมอ เกลือ เหง้าบัว ขิง ข่า ถือว่าเป็นยาบำรุงสามารถฉันได้ตลอด

*อาหารที่ขึ้นอยู่กับวัดแต่ละแห่งว่าพิจารณาว่าสมควรฉันได้หลังเพลหรือไม่ เช่น
สาหร่ายทะเล
วุ้นจากสาหร่าย คาราจีแนน
เฉาก๊วย
เมล็ดทานตะวัน



Wednesday, December 10, 2014

อ่าน อิฐ โดย นิ้วกลม


นี่ก็เป็นอีกเล่มหนึ่งที่เซอร์ไพรซไม่คิดว่าจะได้อ่านที่ห้องสมุดของวัดมาบจันทร์ "อิฐ" โดย นิ้วกลม ที่อยากอ่านมานาน เพราะได้ยินกิตติศัพท์เกี่ยวกับความแนวของหนังสือเล่มนี้ นี้อาจจะไม่ใช้หนังสือธรรมะซะทีเดียว แต่แน่นอนหนังสือเล่มนี้จะกระตุ้นแรงบรรดาลใจให้คุณทำอะไรได้อีกหลายอย่างแน่ๆ เริ่มตั้งแต่รูปเล่มและหน้าปกที่เลียนแบบ อิฐ ไปจนถึงการออกแบบจัดวางเนื้อหาที่ทำให้อ่านสนุก แอบขำ อมยิ้มได้บ้าง อย่างตอนความเคยชิน ที่น่าจะเป็นต้นแบบของภาษาสก๊อย หรือบางตอนที่ใช้คำผวนหมด อ่านแล้วแปลกพิลึก อาจจะมีเนื้อหาธรรมะไม่ได้เข้มข้นมาก แต่ก็สอดแทรกข้อคิดเกี่ยวกับ ความเชื่อ ความยึดติด ตามหลักกาลามสูตรไว้ด้วย

อ่าน OSHO คุรุวิพากษ์คุรุ แปลโดย โตมร ศุขปรีชา


ไม่น่าเชื่อว่าจะได้อ่านหนังสือที่มีเนื้อหาเชิงวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาอย่างตรงไปตรงมาได้ในวัด เล่มนี้ยืมมาจากห้องสมุดของวัดมาบจันทร์ วางซ่อนอยู่ในชั้นล่างๆเลยไม่มีใครสนใจมากนัก แต่เปิดอ่านครั้งแรกถึงกับสะอึกเพราะเขียนถึงศาสดาในศาสนาต่างๆได้อย่างตรงไป ตรงมา ท้าทายกับความเชื่อดั้งเดิม โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับพระเยซู ถ้าหากชาวคริสต์หัวรุนแรงมาอ่านอาจทำให้เกิดสงครามได้เลยทีเดียว สำหรับบุคคลที่นำมาวิพากษ์เริ่มตั้งแต่นักปราชญ์ยุคกรีกโบราณ จีนโบราณ เรื่อยมาจนกวี และนักจิตวิทยาในปัจจุบัน สำหรับเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธเจ้านั้น OSHO มีมุมมองเป็นบวก แต่ก็ตั้งแง่เกี่ยวกับชาติกำเนิดของพระองค์ที่เป็นกษัตริย์ เขากำลังสื่อว่า หานักปราชญ์ ศาสดาที่เริ่มจากคนธรรมดาได้ยากจริงๆ คนเหล่านี้ใกล้แหล่งความรู้ บ้างก็เบื่อหน่ายจากความสะดวกสบาย จนมองหาชีวิตธรรมดา

นอกจากสำนวนการเขียนหรือการแปลที่ค่อนข้างเหวิ่นเว้อในบางช่วง การอ่านหนังสือเล่มนี้ต้องเปิดใจกว้างให้มาก เพราะถ้าคุณตั้งข้อโต้แย้งให้กับศาสดา หรือปราชญ์ที่คุณชอบแล้ว คุณจะอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่สนุก เพราะนี้คือหนังสือที่กล้าวิจารณ์บุคคลที่ถูกยกย่องให้เป็นพระเจ้า ที่คนกราบไว้ ในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์เท่าเทียมกัน แต่ก็ยังยกย่องแนวทางปฏิบัติที่ดีงามของปราชญ์เหล่านั้นในขณะเดียวกัน


อ่าน คู่มือมนุษย์ ของท่านพุทธทาส


นอกจากหนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือแนะนำในคู่มือพระใหม่ของวัดมาบจันทร์แล้ว ในความสนใจส่วนตัวก็ชื่นชมผลงานธรรมล้ำสมัยของท่านพุทธทาสพอสมควร เรายืมหนังสือเล่มนี้มาจากห้องสมุดของวัดโดยมีทั้งแบบสมบูรณ์ เล่มหนาเตอะ และแบบย่อ เล่มเล็กเบาบาง เราเลือกอ่านแบบย่อ แต่ถึงแม้ว่าเป็นแบบย่อก็ยังคงเนื้อหาหนักหน่วงตั้งแต่ต้นเล่ม ตั้งแต่ ท่านชอบศาสนาในเหลี่ยมมุมใน การวิจารณ์ความผิดเพี้ยนของพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน(เมื่อ 50ปีก่อน ปัจจุบัน ปี2557ก็ยังงมงายเหมือนเดิม) อธิบายความหมายของขันธ์5 และอุปาทานต่างๆ และเนื้อหาหลักของหนังสือคือ ลำดับขั้นของการบรรลุธรรม ตั้งแต่โสดาบัน เรื่อยไปจนถึงอรหันต์ โดยส่วนใหญ่ใช้ศัพท์บาลีค่อนข้างมาก จนทำให้เราเข้าใจได้บ้างบางช่วง บางตอน สำหรับการอ่านในครั้งแรก

จนได้มาอ่านครั้งที่สอง เมื่อภาวนาได้ชั่วระยะหนึ่งจนเกิดความรู้สึกดีอย่างประหลาดจนได้อ่านหนังสือเล่มนี้อีกครั้ง จนพบว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการทำสมาธิ และเราอย่าได้หลงความรู้สึกนี้เป็นอันขาด เพราะนี้เป็นเพียงประตูด่านแรกกว่าเราจะไปถึงนิพพานเราต้องผ่านอุปสรรค์อีกหลายอย่าง นี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนความคิดครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ จากที่ไม่เชื่อว่าแค่นั่งเฉยๆ มันจะไปนิพพานได้อย่างไร จนได้ค้นพบด้วยตัวเอง สมกับชื่อหนังสือแล้วแหละที่ว่า "คู่มือมนุษย์" เพราะหนังสือคู่มือส่วนใหญ่ใช้ประกอบการปฏิบัติเสมอ เช่น คู่มือช่างแอร์ คู่มือทำกับข้าว ถ้าหากเราไม่เคยสัมผัสว่าแอร์มันเย็นอย่างไร เราคงซ่อมมันไม่ได้เป็นแน่


อ่าน สัมมาทิฏฐิฯ ของ สมเด็จพระญาณสังวร



หนังสือเล่มนี้พบอยู่ในกล่องพลาสติกที่กุฏิหมายเลข 48 เป็นหนังสือปกแข็ง หนาหลายร้อยหน้า มีหน้าปกว่า"สัมมาทิฎฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ" พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จากความหนาและชื่อหนังสือที่ยาก แต่ถ้าใครมีความสนใจวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา หรือเชื่อในหลักเหตุผล คุณจะไม่เชื่อว่าสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ได้จนจบ เนื้อหาหลักอธิบายเกี่ยวกับ "ปฏิจจสุมุปบาท" ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น ตั้งแต่อธิบายส่วนประกอบของจิตว่าเป็นอย่างไร เวทนา สังขาร วิญญาณ คืออะไร ธรรมชาติของกาลเวลา ชาติ ภพ และทุกข์เกิดจากอะไร และทำอย่างไรเราจะดับทุกข์ได้ โดยเนื้อหาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ตามลักษณะการแสดงธรรมของพระสารีบุตรเถระ ซึ่งท่านมีความสามารถแสดงธรรมให้เหมาะกับแต่ละบุคคล คือ อธิบายอย่างละเอียดแบบ1 อธิบายโดยพิศดารอีกแบบ1 แต่ทั้งสองส่วนมีบทสรุปเดียวกันคือ ให้ผู้อ่านมี "สัมมาทิฎฐิ"คือความเห็นชอบ ซึ่งเป็น1ในอริยมรรคมีองค์8

ความประทับใจส่วนตัว เมื่ออ่านถึงช่วงที่อธิบายเกี่ยวกับ "ผัสสะ" แล้วพบว่าตรงกับหลักชีววิทยาในปัจจุบันมาก แต่พุทธศาสนาที่มีอายุกว่า 2500 ปีสามารถให้คำตอบได้ ก่อนที่จะสามารถถอดรหัสพันธุกรรมได้เสียอีก ในวิทยาศาสตร์เราคงรู้จักวัฏจักรคาร์บอน วัฏจักรไฮโดรเจน แต่หนังสือเล่มนี้สามารถอธิบายเกี่ยวกับวงจรของจิตได้ เช่น การสะสมบารมีให้เต็มที่เพื่อจะหลุดจากอวิชชา ตัณหา อุปทาน เมื่อเข้าใจจุดนี้แล้ว เราจะไม่สงสัยเลยว่าตายแล้วไปไหน รวมทั้งความหมายของ ภพ กับชาติ ที่หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าต้องตายไปก่อน ถีงจะเกิดชาติหน้า แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เพราะชาติ ภพ คือการเกิดของอารมณ์ ความรู้สึกที่เกิด ดับ อยู่ตลอดเวลาในชั่วขณะหนึ่ง จนทำให้เราพบว่าการหลุดพ้นจากการเกิด การตายนี้ เป็นสุขอย่างยิ่ง

สำหรับใครที่อยากอ่าน มีผู้ใจบุญให้ download หนังสือเล่มนี้ได้ที่ ขออนุโมทนา สาธุด้วยครับ

Tuesday, September 2, 2014

เส้นทางบิณฑ (บาตร) ... ตอนที่ 2



เส้นทางบิณฑ (บาตร) ... ตอนที่ 2
เส้นทางแห่งการรอคอย – บ้านผู้ใหญ่อ้อย และโยมจินดา
               มีบางครั้งที่พระในเส้นทางนี้เดินบิณฑบาตรก่อนเป็นลำดับต้นๆ แต่กลับมาถึงวัดเป็นลำดับท้ายๆ เพราะนี่คือเส้นทางแห่งการรอคอย แม้เส้นทางจะไม่สลับซับซ้อน แวะรับบาตรเพียงบ้าน 2 หลัง เริ่มจากหน้าวัด เลี้ยวขวา เดินเรื่อยไปจนถึกโค้งไร่สับปะรด เลี้ยวซ้าย ข้ามสะพาน จากนั้นเลี้ยวซ้าย เข้าสวนมังคุด จนพบอุปสรรคด่านแรกนั่นก็คือ รังมดคันไฟ ที่คันสมชื่อจริงๆ ครั้นจะบี้ก็ไม่กล้ากลัวอาบัติ จนได้แต่ฝืนเดินยุกยิกจนถึงหน้าบ้านโยม แต่แล้วก็มาพบอุปสรรคด่านที่2 นั่นก็คือ น้องหมาเจ้าถิ่นที่ดูจะยังไม่คุ้นกับพระใหม่อย่างเรา แต่ยังดีที่โยมผู้ใหญ่อ้อยออกมาพอดี แล้วพูดห้ามไว้ จนรอดไปได้อีกวันหนึ่ง เสร็จแล้วก็วกกลับทางเดิม ทีนี่ดูจะมีทักษะมากขึ้นในการสังเกตุว่า จะเดินอย่างไรไม่ให้โดนรังมดคันไฟ จนกระทั่งมาถึงบ้านตรงกันข้าม ที่มีประตูรั้วเหล็กปิดอยู่ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการรอคอยขั้นที่1 ที่ประตูหน้าบ้านโยมจินดา จนกระทั่งพระอีกสายหนึ่งเดินผ่านเราไป แล้วซักพักหนึ่งประตูรั้วก็ถูกเปิดออก และนี่คือจุดเริ่มต้นของการรอคอยขั้นที่1 ที่หน้าโรงรถบ้านโยมจินดา จนกระทั่งพระอีกสายหนึ่งเดินกลับวัด แล้วซักพักหนึ่งหญิงชราวัยไม่ต่ำกว่า 70 ปี พร้อมทั้งสายตาที่ฝ้าฟาง มาพร้อมกับชายวัยกลางคนคาดว่าน่าจะเป็นลูกชาย ในมือมีขันข้าว พร้อมถุงแกง หรือขนม ยอมรับว่าบางครั้งก็รู้สึกเบื่อบ้างที่ต้องรออะไรนานๆ แต่เมื่อทราบภายหลังว่าที่ช้าขนาดนี้ เจตนาของโยมตั้งแต่เมื่อร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่ คือโยมตั้งใจจะให้พระท่านได้รับข้าวที่หุงสุกใหม่ๆ อาหารที่ปรุงเสร็จร้อนๆ จนครั้นเมื่อแก่ชราลงก็ยังคงปฏิบัติเช่นเดิม แต่อาจช้าลงเนื่องด้วยสภาพร่างกาย แม้เส้นทางบิณฑบาตรนี้จะได้ของไม่มากมายนัก อาจเป็นข้าวเพียงทัพพีเดียว แต่มันก็เต็มไปด้วยความตั้งใจ และศรัทธา

เส้นทางประจำ – มาบจันทร์ไกลฝั่งขวา และซ้าย
          จะเรียกว่าเป็นเส้นทางประจำเลยก็ว่าได้ เพราะเดินเส้นทางนี้บ่อยสุด อธิบายได้ง่ายๆคือ เดินต่อจากบ้านโยมจินดามาซัดพักหนึ่งก็จะพบร้านค้าใหญ่ขนาบซ้าย-ขวา พระท่านจะแบ่งสายเป็น 2 ฝั่งคือฝั่งซ้าย (ประมาณ 2 บ้าน) และฝั่งขวา (ประมาณ 3 บ้าน) แต่ที่น่าจดจำคือบ้านหลังสุดท้าย ขวามือที่ใส่บาตรอย่างอุกฤษณ์(คำพระ แปลว่าขั้นสุด)เกือบทุกวัน เรียกได้ว่าข้าว ปลา อาหาร น้ำดื่มสมบูรณ์ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักที่มาก จนกว่าจะเดินกลับถึงวัด

เส้นทางอุ่นใจ – บ้านป่าสัก
          ในช่วงเข้าพรรษา พระภิกษุจะจำพรรษาอยู่ได้เฉพาะวัดใดวัดหนึ่ง เว้นแต่เหตุจำเป็น แต่จะต้องกลับมาจำพรรษาที่วัดภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน โดยช่วงนี้ที่วัดสาขาหนองป่าพงจะเคร่งครัดมาเป็นพิเศษ คือจะเพิ่มการสมาทานถือวัตรปฏิบัติพิเศษตลอดช่วงเข้าพรรษา หรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น การภาวนาทั้งคืนโดยไม่นอน(เนสัชชิก) การงดพูด(มุกขวัตร) การงดอาหาร การฉันมังสวิรัติ การกำหนดคำข้าว รวมทั้งการฉันตกบาตร(ฉันเฉพาะที่หามาได้ ไม่พิจารณาเพิ่ม) ซึ่งพระใหม่อย่างเราดูยังไม่ค่อยจะเข้าใจการสมาทานสักเท่าไหร่ จึงยังไม่ได้สมาทานอะไรเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าข้อวัตรปกติ ยังจะทำให้ครบก็ยากแล้ว แต่แล้วเมื่อพระส่วนใหญ่ถือปฏิบัติกันบางก็เคร่งบ้าง เช่น อดอาหารอาทิตย์เว้นอาทิตย์ ถือเนสัชชิกในวันพระ ฉันข้าวกับผลไม้ แต่ที่เห็นว่าพอถือปฏิบัติได้คือการ “ฉันตกบาตร”
          เส้นทางสาย “บ้านป่าสัก” ถูกเลือกให้เป็นเส้นทางประจำของพระที่สมาทานฉันตกบาตร ซึ่งตอนแรกก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไม จนกระทั่งได้ขอโอกาสมาเดินเส้นทางนี้ พร้อมทั้งสมาทานฉันตกบาตรด้วย เริ่มจากปากทางเข้าวัด แล้วเลี้ยวซ้าย ผ่านป่ายางพาราไปซักพักก็ได้พบกับภาพประทับใจ เบื้องหน้าคือทุ่งโล่งกว้าง มีกระท่อมหลังล็กอยู่กลางทุ่ง ตัดกับร่มเงาของป่ายางพารา และมีทิวเขายายดาเป็นพื้นหลัง ประกอบกับแสงแดดอ่อนๆ อากาศเย็นๆ ในยามเช้า ดูแล้วมันช่างคล้ายกับบรรยากาศหมู่บ้านในชนบทเสียมากกว่า เราเดินไปสักพักจึงเลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้าน จนพบกับความประหลาดใจ เพราะจากที่เดินเส้นทางสายอื่นมาแล้ว กว่าจะมีบ้านโยมใส่บาตรสักหลังหนึ่งก็ใช้เวลาเดินแสนนาน ในระยะทางเกือบ 3 กม.มีเพียงหลัง 2หลัง บางก็ได้บาตรเปล่าบ้างก็มี ผิดกับที่ “บ้านป่าสัก” ที่บ้านเกือบทุกหลังจะต้องใส่บาตร เราเลยอุ่นใจได้ว่าวันนี้จะไม่อดแน่ๆเมื่อฉันตกบาตร ที่นี้จึงรู้แล้วว่าทำไม ต้องจัดพระที่สมาทานฉันตกบาตรให้มาเส้นทางนี้
               จากการที่ได้ทดลองฉันตกบาตรมาช่วงเวลาหนึ่ง จำเป็นต้องข่มใจตัวเองอย่างมากไม่รับอาหารเพิ่มเติม ในขณะที่เพื่อนพระลุกขึ้นไปพิจารณาอาหาร เรากลับต้องนั่งนิ่งอยู่กลับที่ ต่อสู้กับกิเลสความอยากกินโน่นกินนี่อยู่ตลอด ก็มีทั้งข่มได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เอาเป็นว่าเราได้มีโอกาสเรียนรู้การข่มกิเลสในรูปแบบหนึ่งที่ไม่เกินกำลังเราจนเกินไปนัก และได้เรียนรู้ว่า ร่างกายเรากินแค่เพื่ออยู่ แต่ที่อยากโน่นอยากนี่ อันนี้มันเรื่องของกิเลสล้วนๆ